วิชาพระพุทธศาสนา ม. 6
หน้าหลัก
ประวัติและความสำคัญทางพระพุทธศาสนา
พุทธประวัติ
ชาดก
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
พระไตรปิฎก พุทธศาสนสุภาษิต และคำศัพท์ทางพระพุทธศาสนา
การบริหารจิตและการเจริญปัญญา
พุทธสาวก พุทธสาวิกา และชาวพุทธตัวอย่าง
หน้าที่ชาวพุทธและศาสนพิธี
มารยาทชาวพุทธและการปฏิบัติตนต่อพระสงฆ์
สัมมนาพระพุทะศาสนาและการแปัญหาและการพัฒนา
ครูจิตราภรณ์  บัวจำรัส (ผู้พัฒนา)
ลิ้งที่น่าสนใจ
ออกจากบทเรียน

 

 

 

อุปาทาน 4

                        อุปาทาน แปลว่า ความยึดมั่นถือมั่น หมายถึงการที่จิตใจเข้าไปสำคัญมั่นหมายว่า เป็นเรา เป็นของเรา ปักใจ คิดแล้ว คิดอีก คิดเน้น คิดย้ำ ซ้ำๆวนเวียน อย่างไม่ยอมปลดปล่อยถอยถอน ด้วยอำนาจตัณหาและกิเลส เป็นเหตุให้หนักใจ อึดอัด ขัดเคือง กดดัน อันเป็นสาเหตุแห่งความเครียด
                        พระพุทธเจ้าทรงจำแนกอุปาทานไว้สี่ประการคื อุปาทาน ความยึดมั่น, ความถือมั่น  อันเป็นไปตามกำลังอำนาจกิเลส เพื่อความพึงพอใจของตัวของตน  หรือ   อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น เพื่อความพึงพอใจของตัวของตน เป็นสําคัญในสิ่งใดๆทุกๆสิ่ง  อันท่านตรัสว่า
                        อุปาทาน 4 ได้แก่
              1. กามุปาทาน  คือการยึดมั่นพึงพอใจติดพันในกาม ในสิ่งที่อยากได้หรือไม่อยากได้ ในกามหรือทางโลกๆ เช่นใน รูป, รส, กลิ่น, เสียง, โผฏฐัพพะ(สัมผัส)
               2. ทิฏฐุปาทาน  คือการยึดมั่นถือมั่นด้วยกิเลสหรือความพึงพอใจของตัวของตน ในความเชื่อ, ความเข้าใจ(ทิฏฐิ), ทฤษฎี, ความคิด, ลัทธิของตัวของตน. อันมักมีความอยากให้เป็นไป หรือไม่อยากให้เป็นไปตามที่ตนเชื่อ, ตามที่ตนยึดถือ, หรือตามที่ตนยึดมั่น, ตามที่ตนเข้าใจ   ถ้าผิดไปจากที่ตนพึงพอใจยึดถือหรือเข้าใจ ก็จะไม่เห็นด้วยหรือต่อต้าน โดยไม่รู้ถูกรู้ผิดตามความเป็นจริงของธรรม
               3. สีลัพพตุปาทาน  คือการยึดมั่น ถือมั่น ยินดียินร้ายในศีล(ข้อบังคับ)และพรต(ข้อปฏิบัติ) อันมักเติมแต่งด้วยกิเลสหรือตัณหาอย่างเข้าใจผิดๆ หรืออย่างงมงาย หรือตามความเชื่อที่สืบต่อตามๆกันมาแต่ไม่ถูกต้อง เช่น การทรมานกายเพื่อให้บรรลุธรรม,  ถือคีลหรือทําแต่บุญอย่างเดียวแล้วจะพ้นทุกข์หรือบรรลุธรรมจึงขาดการวิปัสสนา,  เชื่อว่าขลังว่าศักสิทธิ์,  เชื่อว่าปฏิบัติสมาธิอย่างเดียวจนแก่กล้าแล้วปัญญาบรรลุมรรคผลจักเกิดขึ้นเองจึงไม่จําเป็นต้องปฏิบัติวิปัสสนา(พิจารณาธรรม)จนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง(สัมมาญาณ),  ทําบุญเพื่อไปสวรรค์แต่ฝ่ายเดียว,  กราบพระหรือสิ่งศักสิทธิ์หรือทําบุญเพื่อบนบานหวังความสุข ขอทรัพย์ ขออย่าให้มีทุกข์ โศก โรคภัย เสนียดจัญไรต่างๆมาแผ้วพาน, การบนบาน ฯลฯ.  อันล้วนเกิดขึ้นแต่อวิชชา คือยังไม่รู้ไม่เข้าใจตามความเป็นจริง  จึงไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆก็เพื่อเป็นที่ยึด ที่วางจิต คือให้เป็นกำลังจิตเป็นกำลังใจโดยไม่รู้ตามความเป็นจริงด้วยอวิชชา
             
๔.อัตตวาทุปาทานคือความยึดมั่นในวาทุ หรือวาทะ(ถ้อยคํา,คําพูด)ของตนเอง คือเกิดการยึดมั่นถือมั่นเป็นที่สุดว่าเป็นของตนของตัวโดยไม่รู้ตัว เหตุเนื่องมาจากคําพูดหรือถ้อยคำที่ใช้ในการสื่อสารเพื่อแสดงความเป็นตัวตน,ของตน,หรือของบุคคลอื่น   อันเป็นเพียงแค่สื่อถ้อยคําอันจำเป็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจในการสื่อสารซึ่งกันและกันในสังคม  แต่ก็ก่อกลายให้เกิดเป็นความหลงผิดขั้นพื้นฐาน ที่เกิดในชีวิตประจําวันอย่างสมํ่าเสมอจนเป็นสังขารความเคยชินหรือการสั่งสมอันยิ่งใหญ่โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว,   เนื่องเพราะความจําเป็นที่ต้องใช้ในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นๆนี้เองโดยทางวาจาหรือถ้อยคํา และยังต้องมีการช่วยเสริมด้วยถ้อยคําภาษาสมมุติต่างๆเพื่อใช้สื่อสารต่อกันและกันเพื่อความเข้าใจอย่างละเอียดละออถูกต้องในชีวิตประจําวัน  จึงก่อให้เกิดการสั่งสม  การหลง ความเคยชิน อันก่อเป็นความจำอย่างอาสวะกิเลสแล้วยังเป็นสังขารในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง,   ทําให้เกิดการมองเห็นสิ่งต่างๆเกิดการแยกออกจากกันและกัน คือก่อตัวก่อตนขึ้นตามคําพูดนั้นๆโดยไม่รู้ตัว  ทําให้เกิดความจำว่าเป็นของตัวของตน, ของบุคคลอื่นเด่นชัดขึ้นในจิตโดยไม่รู้ตัว เป็นประจําทุกขณะจิตที่สื่อสารพูดคุยกัน  จึงก่อให้เกิดความหลงผิดหลงยึดถือด้วยความเคยชินตามที่สั่งสมโดยไม่รู้ตัว ดังเช่น ของๆผม, ของๆคุณ, บ้านผม, รถฉัน, ลูกฉัน, เงินฉัน, สมบัติฉัน, นั่นของคุณ, นี่ของผม, นี่ไม่ใช่ของผม ฯลฯ. จนเกิดการไปยึดถือ, ยึดติด, ยินดียินร้ายหรือพึงพอใจตามภาษาที่ใช้สื่อสารกันนั้นโดยไม่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ในทุกขณะจิตในชีวิตประจําวัน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีสังคมและการแข่งขันสูง และการสื่อสารที่ทันสมัย
                         กล่าวโดยสรุป อุปาทาน ยึดมั่นในสิ่งใด ก็เป็นทุกข์ หนักพอๆกัน ปล่อยวางได้เท่าไร ก็เบาเท่านั้น เรื่องนี้ไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่คำสอน แต่เป็นความจริง ถ้ารู้สึกว่าหิ้วหอบอะไรไว้นานแล้วหนักเหลือเกินจะปลดปลงปล่อยวางลงก็ไม่ผิดกติกาแต่ อย่างใด เมื่อปล่อยวางลงได้แล้วรับผลแห่งความเบานั้นทันที ชอบแบกหอบหิ้วหรือชอบปล่อยวางก็ต้องเลือกเอาเองนะ

 


BACK NEXT

1