วิชาพระพุทธศาสนา ม. 6
หน้าหลัก
ประวัติและความสำคัญทางพระพุทธศาสนา
พุทธประวัติ
ชาดก
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
พระไตรปิฎก พุทธศาสนสุภาษิต และคำศัพท์ทางพระพุทธศาสนา
การบริหารจิตและการเจริญปัญญา
พุทธสาวก พุทธสาวิกา และชาวพุทธตัวอย่าง
หน้าที่ชาวพุทธและศาสนพิธี
มารยาทชาวพุทธและการปฏิบัติตนต่อพระสงฆ์
สัมมนาพระพุทะศาสนาและการแปัญหาและการพัฒนา
ครูจิตราภรณ์  บัวจำรัส (ผู้พัฒนา)
ลิ้งที่น่าสนใจ
ออกจากบทเรียน

 

 

หลักธรรมที่สอดคล้องกับมรรค ( ธรรมที่ควรเจริญ ) ได้แก่ อธฺปไตย 3, สาราณียธรรม 6 , วิปัสสนาญาณ 9ทศพิธราชธรรม 10


อธิปไตย 3

                     อธิปไตยหรือความเป็นใหญ่ โดยนัยแห่งคำสอนในศาสนาพุทธมีอยู่ 3 ประการคือ

                     1. โลกาธิปไตย หมายถึง การถือกระแสโลกเป็นใหญ่ และโลกในที่นี้หมายถึงคน จะเห็นได้ในคำสอนของพระพุทธองค์ที่ตรัสว่า โลกคือหมู่สัตว์ ดังนั้นโลกาธิปไตยตามความหมายนี้เทียบได้กับคำว่า ประชาธิปไตยที่ถือคนส่วนใหญ่เป็นหลัก
                     2. อัตตาธิปไตย หมายถึง การถือตัวเองเป็นใหญ่ โดยไม่นำพาว่าคนอื่นจะเห็นเป็นอย่างไร จึงน่าจะเทียบได้กับคำว่า เผด็จการ
                     3. ธรรมาธิปไตย หมายถึง ถือความถูกต้องเป็นใหญ่ อันถือได้ว่าเป็นหัวใจที่ปรากฏอยู่ได้ทั้งในโลกาธิปไตย และอัตตาธิปไตย เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำกับให้ผู้กระทำไม่ว่าจะถือโลกเป็นใหญ่ตามข้อ 1 หรือถือตัวเองเป็นใหญ่ตามข้อ 2 ดำรงอยู่ได้โดยที่ผู้คนในสังคมยอมรับ ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่มีธรรมาธิปไตยกำกับไม่ว่าจะเป็นโลกาธิปไตย หรืออัตตาธิปไตย ที่มีอำนาจล้นฟ้าแค่ไหนถึงจุดหนึ่งแล้วก็ต้องมีอันพังทลายลง เพราะผู้คนในสังคมมองเห็นภัย และลุกขึ้นมาต่อต้านพร้อมกัน

                     โดยนัยแห่งอธิปไตย 3 ประการดังกล่าวข้างต้น พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนเกี่ยวกับการกระทำของมนุษย์ว่าเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งอธิปไตย 3 ประการนี้ ประการใดประการหนึ่ง ทั้งในส่วนที่เป็นกุศลกรรม และอกุศลกรรม เช่น คนทำดีเพราะเห็นตามคนส่วนใหญ่ หรือในทางกลับกัน คนทำชั่วเพราะเห็นตามคนส่วนใหญ่ โดยไม่พินิจพิจารณาว่าที่คนส่วนใหญ่ทำนั้นถูกหรือผิด หรือพูดง่ายๆ ทำเพราะกระแสนิยม หรือที่เรียกว่า ทำตามแฟชั่นนั่นเอง
                     สำหรับอัตตาธิปไตยแทบไม่ต้องอธิบายขยายความ เพราะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเป็นอยู่ในทุกยุคทุกสมัยที่ผู้มีอำนาจแต่ขาดคุณธรรมกำกับ จะทำหรือพูดโดยใช้ความรู้สึก หรือความเห็นของตนเองเป็นหลัก หรือแม้กระทั่งในวงแคบในระดับครอบครัว ถ้าผู้เป็นพ่อแม่ไม่สนใจ และไม่ใส่ใจความรู้สึกของสมาชิกในครอบครัว ใช้ความเห็นส่วนตัวปกครองลูกๆ ก็จัดอยู่ในข่ายอัตตาธิปไตยได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้จะต้องดูลงลึกถึงเจตนา และนำเอาหลักแห่งธรรมาธิปไตยมาพิจารณาประกอบด้วยว่า ในขณะที่บุคคลกระทำโดยยึดโลกาธิปไตย หรืออัตตาธิปไตยนั้นได้มีการนำเอาหลักแห่งความถูกต้อง และเป็นธรรม มากำกับการกระทำด้วยหรือไม่
                     ส่วนในประเด็นของธรรมาธิปไตยเป็นแก่นหรือเป็นหัวใจ ที่อาจเกิดขึ้น และฝังอยู่ได้ทั้งในโลกาธิปไตย และอัตตาธิปไตย ทั้งนี้จะเห็นได้ชัดเจนในผู้นำระดับประเทศ หรือแม้กระทั่งผู้นำในระดับโลก
                     ดังนั้น จึงมิใช่เรื่องแปลกที่ผู้นำในระบอบเผด็จการจะยึดหลักธรรมาธิปไตย และทำเพื่อส่วนรวม จนได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อยู่ภายใต้การปกครอง หรือแม้กระทั่งจากผู้ที่มิได้อยู่ภายใต้การปกครอง แต่ได้รับรู้ถึงผลของการกระทำ
                     ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่เป็นผู้นำในระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีลักษณะเกิดขึ้น และดำรงอยู่ในครรลองเดียวกันกับโลกาธิปไตย แต่มีลักษณะของการกระทำโดยยึดความคิดความเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ และไม่มีหลักของธรรมาธิปไตยมากำกับ จะถูกผู้อยู่ภายใต้ปกครองต่อต้าน และขับไล่ ด้วยเหตุอ้างนานัปการตั้งแต่แสวงหาประโยชน์ให้แก่ตัวเอง และพวกพ้อง โดยวิธีทุจริตไปจนถึงมีลักษณะปิดกั้นแสดงความคิดเห็นของผู้อื่น ที่แสดงออกในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับตัวเอง
                     จากนัยแห่งอธิปไตย 3 ประการดังกล่าวข้างต้น ท่านผู้อ่านคงจะพอมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การปกครองไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะของโลกาธิปไตย หรืออัตตาธิปไตย หรือพูดง่ายๆ ในภาวะปัจจุบันก็คือ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบประชาธิปไตยหรือเผด็จการ ถ้าผู้นำขาดหลักของธรรมาธิปไตยแล้ว ก็จะก่อความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ผู้ได้ปกครองทั้งสิ้น

                     ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาตั้งแต่ พ.ศ. 2475 จนถึงวันนี้นับได้ 75 ปีกว่าแล้ว แต่ถึงกระนั้น ระบอบประชาธิปไตยที่หลายๆ คนใฝ่หาก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า จะทำให้ผู้อยู่ใต้ปกครองได้รับความสุขเพิ่มขึ้นกว่าที่เคยเป็นได้อย่างเป็นรูปธรรมกว่าที่เคยมีและเคยเป็นในระบอบเดิม จะเห็นได้อย่างเดียวก็คือ มีรูปแบบของการปกครองเปลี่ยนไป และทำให้ผู้อยู่ภายใต้ปกครองมีส่วนในการกำหนดรูปแบบการปกครองเพิ่มขึ้น แต่ในด้านการกระทำของผู้นำระบอบการปกครองที่ได้มาจากการเลือกตั้ง อันถือเป็นรูปแบบเบื้องต้นของการปกครอง ก็ยังรับประกันไม่ได้ว่า ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งใหม่จะได้ผู้นำที่มีความดีเพิ่มขึ้น และมีความเลวลดลง เมื่อเทียบกับอายุของประชาธิปไตยล่วงเลยมามากถึง 70 กว่าปีแล้ว และที่เป็นเช่นนี้น่าจะเกิดจากเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้

                     1. ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมชนบทที่ห่างไกล ยังมีความรู้ และความเข้าใจในระบอบการปกครองที่เปลี่ยนมาใหม่ยังไม่กว้างขวาง และลึกซึ้งพอ ที่จะเลือกและไม่เลือกผู้แทนราษฎรเข้ามาทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนตัวเอง แต่เลือก และไม่เลือกตามการชี้นำของบรรดาหัวคะแนนที่มาพร้อมกับการเสนอผลประโยชน์ให้เป็นการแลกเปลี่ยน

                     2. ผู้ที่ลงรับสมัครเพื่อเป็นผู้แทนฯ ก็มีวาระซ่อนเร้นซ่อนตัวตนที่แท้จริง ด้วยการพูดและทำในลักษณะสร้างภาพเพื่อหวังคะแนนจากผู้ลงคะแนนก่อนการเลือกตั้ง แต่ครั้นได้รับเลือกตั้งแล้วก็แสดงพฤติกรรมอันเป็นธาตุแท้ดั้งเดิม หรือที่เรียกได้ว่าเป็นสันดานออกมาในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เคยทำก่อนการเลือกตั้ง จึงทำให้ภารกิจของผู้แทนราษฎรที่ควรจะเกื้อหนุนประชาชนแปรเปลี่ยนไปเป็นทำเพื่อตัวเองและพวกพ้อง

                     3. พรรคการเมืองที่โดยหลักการควรจะเป็นสถาบันทางการเมืองที่คอยเลือกคนดี มีคุณธรรม และมีความรู้ความสามารถ เพื่อเสนอให้ประชาชนเลือก พร้อมกับนำเสนอนโยบายของพรรคเพื่อเป็นแนวทางในการบริหารประเทศ ถ้าได้เป็นรัฐบาล
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นองค์กรธุรกิจทางการเมืองที่ตั้งขึ้นเพื่อรองรับแนวคิด และเจตนารมณ์ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเป็นหลัก จะคิดถึงส่วนรวมก็มาทีหลังประโยชน์ส่วนตัว
จะมีอยู่บางพรรคเท่านั้นที่พอถือได้ว่า เป็นสถาบันทางการเมือง และมีระบบคัดเลือกบุคลากรโดยมุ่งเฉพาะที่มีความรู้ความสามารถ และคุณธรรม
แต่พรรคในลักษณะนี้เองก็มีข้อด้อย ครั้นได้เป็นรัฐบาล ก็มักจะไม่ได้กระทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จึงทำให้ขาดเสถียรภาพในทางการเมือง และอยู่ในอำนาจได้ไม่นาน ทำให้การสืบทอดเจตนารมณ์ในทางการเมืองทำได้ยาก
                     ด้วยปัจจัย 3 ประการดังกล่าวมาแล้ว น่าจะถือได้ว่าเป็นเหตุให้ประชาธิปไตยอายุ 75 ปีของไทยไม่โตเท่าที่ควรจะเป็น และในเหตุ 3 ประการนี้ แท้จริงแล้วก็มีเพียงประการเดียวที่เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยของไทยไม่เติบโตก็คือ การยึดถืออัตตาธิปไตยจนเกินไปในกลุ่มผู้นำทางการเมืองนั่นเอง
                     อีกประการหนึ่ง ในบรรดาบุคลากรทางการเมือง ที่น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การเมืองไทยไม่โตก็คือ นายทุนทางการเมือง ที่มีอยู่จำกัด และในความจำกัดนี้ส่วนใหญ่ยึดติดอัตตาธิปไตย
                     ด้วยเหตุนี้ ถ้าต้องการให้ประชาธิปไตยของไทยเติบโตไปในทิศทางเดียวกันกับประเทศที่เจริญแล้ว เช่น อเมริกา และอังกฤษ เป็นต้น ผู้นำทางการเมืองและนายทุนทางการเมืองควรจะปล่อยวางอัตตาธิปไตยลงบ้าง และหันมาเพิ่มธรรมาธิปไตยให้มากขึ้น ก็พอจะช่วยให้การเมืองไทยเติบโตได้เร็วขึ้น

 
BACK NEXT

1